|
หลวงพ่อพระเทพปริยัติวิธาน มีนามว่า บุศย์ นามสกุล เปรมวงศ์ศิริ เกิดเมื่อวันจันทร์ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ตรงกับวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ณ บ้านช้าง หมู่ที่ ๕ ตำบลไผ่พระ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บิดาื่ชื่อ นายกุศล(สน) มารดาชื่อ นางสมบุญ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๕ คน คือ (๑) หลวงพ่อ (๒) ผู้ใหญ่เลี่ยม (๓) นายอ๋อ (๔) แม่ชีจำรูญ (๕) นางพร้อม

ชีิวิตในวัยเยาว์
หลวงพ่อได้เคยเล่าเรื่องตอนที่ท่านเกิดไว้ในบทความเรื่องวิถีความคิดชีวิตหลวงพ่อ ความตอนหนึ่งว่า "โยมผู้หญิงเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า ตอนหลวงพ่อจะเกิดโยมผ่องที่เป็นเพื่อแก วิ่งมาบอกว่า "เฮ้ย ! บ้านแกเป็นอย่างไรวะ เห็นดวงไฟมันตกที่หลังคาบ้านมึง นึกว่าไฟไหม้บ้าน" โยมผู้หญิงบอกว่า "เอ๊ะ ! ไม่เห็นมีอะไร "โยมผ่องยังบอกอีกตอนที่แม่ตั้งท้องว่า "ลูกคนนี้จะมีบุญ" ต่อมาพอเราบวชเป็นพระแล้วเป็นนักเทศน์แล้ว ก็ัยังไม่เห็นมีอะไร โยมผู้หญิงก็ไปต่อว่าโยมผ่องว่า "อ้าว ! มึงว่าลูกกูมีบูญอย่างไร ก็ไม่เห็นมีอะไร" โยมผ่องก็บอกว่า "อ้าว ! กูก็เห็นอย่างนั้นจริง ๆ นี่หว่า" เวลานี้โยมผ่องก็มีีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้ (๒๕๓๗) เพราะฉะนั้นหลวงพ่อจึงเชื่อว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาปฏิสนธิจะ้ต้องมีอะไรพิเศษ
หลวงพ่อได้อยู่กับย่ามาตั้งแต่อาุยุประมาณ ๑ ขวบเศษ ต่อมา เมื่ออายุได้ ๗ - ๘ ขวบ หลวงปู่เพิ่มปู่แท้ ๆ ของหลวงพ่อซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดนาคสโมสร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ให้หลวงพ่อบวชเป็นเณรที่วัดนาคสโมสรนั้น เพื่อจะได้เรียนบาีลีที่วัดบันไดช้าง เมื่ออายุประมาณ ๑๖ ปี ปู่เปลี่ยน ซึ่งเป็นปู่เขยได้นำหลวงพ่อมาฝากกับหลวงปู่พระครูโวทานธรรมาจารย์ที่วัดดาวดึงษาราม
หลวงพ่อได้เล่าถึงชีวิตของท่านตอนที่มาอยู่วัดดาวดึงษารามไว้ว่า หลวงพ่อมาอยู่วัดดาวดึงษาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๗๓ ที่จำได้เพราะเมื่อหลวงพ่อมายังเป็นเด็ก ตอนนั้นมีการสร้างศาลาท่าน้ำของวัดดาวดึงษ์ ซึ่งขณะนั้นกำลังมุงหลังคา หลวงพ่อได้เล่าชีวิตตนเองเมื่ออายุได้ประมาณ ๑๑ - ๑๒ ปี ว่า เมื่อครั้งหลวงพ่อยังเป็นเด็ก ๆ อยู่ อยู่ที่วัดบ้านนอกบ้านเดิม ที่วัดนาคสโมสร เมือก่อนเขาเรียกว่าวัดท่าเกวียน อายุคงประมาณ ๑๑ - ๑๒ ปี ฝันว่ากระโดดากนอกชานวัดจะมาลงข้างล่าง เผอิญลอยไปลงโคนต้นโพธิ์ และฝันครั้งนั้นก็จำไ้ด้แม่นจนบัดนี้อย่างติดหูติดตา เมื่อเป็นรองเจ้าอาวาสวัดดาวดึงษ์แล้ว (พ.ศ. ๒๕๐๒) ขณะนั้นหลวงปู่พระครูโวทานธรรมาจารย์จวนจะมรณภาพ คุยกับท่านเท่าให้ฟัง ท่านเลยบอกว่า "อ้าว ! แกถึงไม่ได้อยู่บ้านตั้งแต่เด็ก ๆ แกถึงไ้ด้จากบ้านตั้งแต่เด็ก ๆ ดีนะที่แกมาลงที่ต้นโพธิ์ ถ้าแกลงที่อื่นจะลำบาก"

อุปสมบท
เมื่ออายุครบอุปสมบท หลวงพ่อได้อุปสมบทและจำพรรษาอยู่ที่วัดบันไดช้าง บวชอยู่ได้ประมาณ ๑๐ ปี ก็ลาสิกขา และได้เ้ข้ารับราชการที่กรมราชทัณฑ์ ในตำแหน่งผู้อบรมตรี รับราชการได้ประมาณ ๕ - ๖ ปี ก็ลาออกจากราชการ โดยตั้งใจจะกลับไปอุปสมบทอีกครั้งหนึ่ง และในการอุปสมบทครั้งนี้ หลวงพ่อตั้งใจจะถวายชีวิตแก่พระพุทธศาสนา หลวงพ่อได้อุปสมบท ณ วัดหนองแห้ว อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ) อตีดเจ้าอาวาสวัดสุทัสเทพวราราม ในขณะดำรงตำแหน่ง พระธรรมวิสุทธาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๔๙๓ และจากการที่สมเด็จพระพุฒาจารย์เป็นอุปัชฌาย์นั่นเอง หลวงพ่อมักพูดเสอมว่า "หลวงพ่อมีลูกศิษย์เป็นดารา(สรพงษ์ ชาตรี บรรพชาเป็นสามเณร พ.ศ. ๒๕๐๕) มีอุปัชฌาย์เป็นสมเด็จ" "คู่สวดอเมริกา อุปัชฌาย์อินเดีย"
ภาระหน้าที่
๑. ด้านการปกครอง

เมื่อมีอายุพรรษากาลสมควรที่จะรับภารธุระทางพระพุทธศาสนาได้แล้ว หลวงพ่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ใน พ.ศ. ๒๔๙๘ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๙ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง หลวงพ่อเล่าว่า
"ต่อมาภายหลัง ก่อนจะกลับมาเป้นสมภารวัดดาวดึงษ์ ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง บางกรวย นนทบุรี สมัยนั้นก็ไปสร้างวัด สร้างโบสถ์ที่เขาสร้างค้างอยู่ แล้วก็ตั้งสำนักเรียนบาลีเหมือนกัน แต่ต่างจังหวัดก็ตั้งไปอย่างนั้นมักไปไม่ค่อยรอด"
น้องสาวของหลวงพ่อ(นางพร้อม ตรีวาส) ได้เล่าว่า ขณะที่หลวงพ่ออยู่ที่วัดพิกุลทองนั้น หลวงพ่อก็ไปสร้างโบสถ์ที่วัดนาคสโมสรอันเป็นวัดบ้านเดิมด้วย โดยหลวงพ่อได้ออกไปเรี่ยไรหาเงินสร้างโบสถ์จนสำเ็ร็จ หลวงพ่อได้หาวิธีการเืพื่อที่จะได้เงินมา เช่น ติดต่อกับหน่วยทหารพลร่ม ให้นำทหารไปโดดร่มให้ชมฟรี เพราะในสมัยนั้น การโดดร่มเป็นของแปลกสำหรับชาวบ้านในถิ่นนั้น ติดต่อช้างไป ๓ เชือก เพื่อให้คนขึ้นหลังช้างแล้วถ่ายรูป เก็บเงินเข้าวัดคนละ ๕๐ บาท แต่ช้างที่ติดต่อไปวัดนาคสโมสรนั้น เมื่อจะไปถึงวัดได้ต้องข้ามแม่น้ำบริเวณย่านตาเขียว ตำบลบ้านแป้ง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช้างถูกพรายน้ำล้มไป ๑ เชือก น้องสาวของหลวงพ่อเล่าต่อว่า ตอนนั้น วัดนาคสโมสรเป็นวัดบ้านนอก หนทางทุรกันดาร หล้าแล้ง หลวงพ่อต้องนั่งหลังช้างออกไปเรี่ยไร หน้าน้ำ ต้องนั่งเรือเกาะเรือพ่วงไปเรี่ยไร กว่าโบสถ์จะเสร็จลงได้ หลวงพ่อได้ซูบผอม ตัวดำจนเห็นได้ัชัด
พ.ศ. ๒๕๐๒ หลวงพ่อได้เป็นเจ้าคณะตำบลวัดชลอ - บางกรวย อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และในปีเดียวกันนั้น หลวงพ่อได้ย้ายไปเป็นรองเจ้าอาวาสวัดดาวดึงษาราม หลวงพ่อได้เล่าว่า
" หลวงพ่อมานึกถึงว่าที่ได้มาเป็นเ้จ้าอาวาสวัดดาวดึงษ์ ก็เพราะว่าได้อานิสงส์ที่หลวงพ่อได้ทำไว้ คือ เมื่อครั้งมาอยู่ตอนเป็นเด็กเป็นเณรอยากได้บุญ ถึงเวลาเช้า จะเวรหรือไม่ใช่เวรก็ไม่รู้ ก่อนทำวัตรหลวงพ่อต้องไปที่พระอุโบสถก่อนเชียว ไปปัดกวาดพระอุโบสถ อยากได้บุญ ทำมาเป็นกิจวัตรเลย พอได้มาเป็นเจ้าอาวาสทำให้นึกถึงว่าเราเคยได้ปฏิับัติพระอุโบสถในพุทธาวาส เราจึงได้กลับมา"
นอกนั้นหลวงพ่อได้ดำรงตำแหน่งทางการปกครองต่าง ๆ ดังนี้
พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอมรคีรี บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ฯ
พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นเจ้าคณะแขวงบางยี่ขันและศิริราช เขต ๒, เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจตุรมิตรประดิษฐาราม
พ.ศ.๒๕๓๓ เป็นผ้รกษาการในตำแหน่งเจ้าคณะแขวงบางยี่ขัน
พ.ศ.๒๕๔๒ เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะแขวงบางยี่ขัน
๑. ด้านการศึกษา

หลวงพ่อเริ่มทำหน้าที่ด้านการศึกษาตั้งแต่ท่านมีพรรษาได้ ๕ พรรษา คือ
พ.ศ.๒๔๙๙ เป็นผู้จัดตั้งสำนักเรียนวัดดาวดึงษาราม อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี
พ.ศ.๒๔๙๘ เป็นกรรมการควบคุมการสอบธรรมสนามหลวง เป็นกรรมการตรวจประโยคธรรมสนามหลวง
พ.ศ.๒๕๐๔ เป็นผู้จัดตั้งโรงเรียนสอนพระนวะที่วัดดาวดึงษาราม โดยมีพระนวกะวัดดาวดึงษารามและวัดใกล้เคียงเข้าเรียน รวม ๖ วัด ปีละประมาณ ๗๐ - ๑๐๐ รูป
พ.ศ.๒๕๑๑ เป็นผู้ก่อตั้งและอำนวยการโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดดาวดึงษาราม
ในหนังสืออนุสรณ์งานมอบประกาศนียบัตร รร.พอ.วัดดาวดึงษาราม ๖ กันยายน ๒๕๑๓ ได้กล่าวว่า โรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดดาวดึงษารามได้เปิดทำการสอนวันแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๘ สิงหาคาม พ.ศ. ๒๕๑๑ ตรงกับวันแรม ๑๐ ค่ำ่ เดือน ๙ มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูโสภณธรรมาจารย์ เจ้าอาวาสวัดดาวดึงษาราม รูปปัจจุบัน เป็นผู้อำนวยการ และได้รับการสนับสนุนจากท่านผู้มีศรัทธาทั้งหลาย ได้เสียสละเวลาช่วยทำการสอนและให้ความอุปถัมภ์เป็นอย่างดี โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
๑. เืพื่อให้เด็กและเยาวชนผู้สนใจในวิชาทางพระพุทธศาสนาได้มีสถานที่เรียนโดยเฉพาะ
๒. เพื่อปลูกฝังศีลธรรมและวัฒนธรรมแก่เด็กและเยาวชน
๓. เพื่อให้เด็กและเยาวชนรู้จักดำเนินชีวิตตามหลักพุทธศาสนา
๔. เพื่อให้เด็กและเยาวชนรู้ัจักใช้เวลาว่างเปล่าให้เป็นประโยชน์และจักบำเพ็ญกุศลสาธารณะฯลฯ
โรงเรียนพระพุทธศาสนาวัดอาทิตย์ วัดาวดึงษาราม เปิดสอนเฉพาะวันอาทิตย์ โดยรับนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ซึ่งในแต่ละปีมีนักเรียนประมาณ ๑๕๐ - ๒๐๐ คน ปัจจุบันได้ยุติการเรียนการสอน ด้วยปัจจัยในด้านต่างๆ ไม่เอื้ออำนวย
พ.ศ.๒๕๑๘ ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งสำนักเรียนวัดดาวดึงษารามอย่างเป็นทางการ จากกรมการศาสนา ซึ่งก่อนหน้านั้นวัดดาวดึงษารามได้จัดให้มีการเรียนการสอนมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ แล้ว หลวงพ่อได้ตั้งใจและมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่ง ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจอย่างสุดชีวิตในเรื่องของสำนักเรียน หลวงพ่อได้เล่าว่า "การตั้งสำนักเรียน ที่สำเร็จเราแข็งแรงกันอยู่เวลานี้ และก็โด่งดังเนื่องด้วยหลวงพ่อเห็นว่าเราไม่ได้เล่าเรียนเท่าไหร่ บางครั้งเป็นนักเทศน์ ก็ไปเทศน์กับองค์อื่นเขา โอ้โฮ บางทีเขาเป็นประโยค ๙ แถมเป็นดอกเตอร์อีก โอ้โฮ เขานี่ำร่ำเรียนมากมาย แต่เรานี่ไม่มีอะไร เห็นว่าการสร้างวัดสร้างวานี่เป็นเรื่องธรรมดาสู้การศึกษาเ่ล่าเรียนไม่ได้ หลวงพ่อเลยเอาใจใส่การเรียนตั้งแต่สมัยอยู่วัดพิกุลทอง ก็ตั้งการเรียนบาลีนักธรรมเหมือนกันสมัยนั้น ต่อมาพอย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดดาวดึงษ์ วัดดาวดึงษ์นี่เป็นพระอารามหลวง หลวงพ่อก็เลยจับเรื่องการศึกษา เรื่องการศึกษาบาลีนี่ หลวงพ่อเห็นว่าเรื่องแบบสำคัญ หลวงพ่อไปไม่ไหวก็เพราะไม่ได้แบบ ไม่มีคนต่อแบบให้ สมัยนั้นก็ไปตามเรื่องตามราวของเรา การเรียนต้องมีคนคอยดูแลบังคับบัญชา ตั้งแต่นั้นมาหลวงพ่อก็เลยต่อแบบ ต่อแบบกันเองเลย ใครไม่ไหวก็เรียนไม่ได้ ต่อแบบพอใครท่องได้ให้รางวัล เราต่อเองบ้าง ให้มหาเปรียญช่วยต่อบ้าง เอาใจใส่เรื่องการต่อแบบ พอต่อแบบได้ก็ดูแลเขาตอนเรียน ใครท่องได้ให้รางวัล ใครสอบได้ให้รางวัล แล้วคอยอุดหนุนจุนเจือพวกที่้เป็นนักเรียน ผลสุดท้าย จึงทำให้การศึกษาเล่าเรียนเจริญขึ้น
การต่อแบบ คือ การท่องกฏเกณฑ์ไวยากรณ์ของภาษาบาลีให้จำได้แล้วท่องให้คนอื่นฟัง โดยเฉพาะสำนักเรียนวัดดาวดึงษาราม ต้องไปท่องให้หลวงพ่อฟังเท่านั้น ถ้าจำได้ ท่องได้ ก็ถือว่าต่อแบบผ่าน แบบหรือกฎเกณฑ์ไวยากรณ์ภาษาบาลีแบ่งเป็น ๔ เล่ม คือ ๑.นามและอัพยยศัพท์ ๒.อาขยาตและกิตก์ ๓.สมาสและตัทธิต ๔.สมัญญาภิธานและสนธิ เืมื่อท่องจบเล่ม ๑ แล้ว ก็จะให้ท่องเล่มต่อไปจนครบ ๔ เล่ม เมื่อครบทั้ง ๔ เล่มแล้ว ก็จะมีการทบทวนเป็นบางครั้งบางคราวตามแต่หลวงพ่อจะเห็นสมควร ในสำนักเรียนวัดดาวดึงษาราม เมื่อสอบได้ประโยค ๑-๒ แล้ว ต้องทบทวนแบบกันปีละ ๑ ครั้งในเวลาใกล้สอบ บางที หลวงพ่อเห็นสมควรก็จะให้ท่องในช่วงเข้าพรรษาและออกพรรษาด้วยรวมเป็นปีละ ๒ - ๓ ครั้ง
เรื่องการต่อแบบหรือท่องแบบนี้ หลวงพ่อจะให้ความสำคัญมาก เพราะท่านถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาภาษาบาลี ถ้าเริ่มต้นดี สิ่งที่ตามมาก็จะดีไปด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นเพราะท่านประสบมากับตัวท่านเองดังที่ท่านเล่าว่า
"เรื่องเรียนนี่ สมัยนั้นหลวงพ่อก็เรียนบาลี แต่ไม่เก่งไม่กาจอะไร คือสมัยโน้นวัดดาวดึงษ์ที่เขาเรียนกัน เขาเป็นมหาเปรียญ เพราะเขามีหลวงพ่อ หลวงอา คอยตักเตือนกัน คอยเอาใจใส่ ส่วนเรานี่มาอยู่ตามธรรมดา ไม่มีหลวงพี่หลวงอาที่เอาใจใส่ เรียนก็ได้ ไม่เรียนก็ได้ ถ้าอย่างนั้น มันจึงไปไม่รอด เืรื่องการเรียนนี่ ถ้าเอาบ้างไม่เอาบ้างไม่ไหวยิ่งบาลีด้วย เวลานี้หลวงพ่อจึงเอาจริงเอาจังกับพวกที่มาเรียน พอมาเรียนใ้ห้เอาจริงเอาจัง ต่อแบบต่อแผนใครเรียนไม่ไหวกลับไป เรียนต้องเรียนให้ติด ๆ ต่อ ๆ กัน เนียหลวงพ่อได้ตัวอย่างมากับตัวเอง แล้วถ้าไม่มีใครควบคุมมันก็เหลวงโดยมาก หรือว่าบุญเราไม่ถึงด้วย ก็เลยได้กันแค่นี้ ไม่ได้เป็นมหาเปรียญกับเขา อยากให้ลูกศิษย์ลูกหาได้เป็นมหาเปรียญกับเขา เลยจับหลักได้ บาลีเนี่ย เรียนต้องเอาจริง ๆ ต้องคุมกันเลย ให้ต่อแบบต่อแผนเอากันเรียนให้ติดกันไป มันเพลินมันก็สนุกไปรอดไปไหว การเรียนบาลีนี่ก็เรียนยากน่าดูเหมือนกัน แต่ลองท่องบ้าง ไม่ท่องบ้าง ก็เสร็จ ไปไ่ม่รอด"
นอกจากนั้นหลวงพ่อได้เล่าถึงการเรียนการศึกษาของท่านว่า "ส่วนหลวงพ่อนี่เริ่มเรียนนักธรรม ตั้งแต่เป็นเด็ก ไปเรียนที่วัดดุสิต สมัยนั้นต้องเดินบุกสวนไป ถ้าหน้าฝนก็ต้องบุกเลนบุกตมไป ไปเรียนนักธรรมตรี วันแรกเทียว พระมหาสุง วัดดุสิต ซึ่งต่อมาได้เป็นพระวิสุทธิวงศาจารย์ ซึ่งได้ย้ายไปอยู่ ณ วัดพิชยญาติการาม ตอนนี้มรณภาพไปแล้ว ตอนนั้นเป็นอาจารย์สอนคนแรกเลย จำได้จนกระทั่งบัดนี้ ท่านสอนว่า "ศัพท์บาลีนี่บางศัพท์เป็นคำกลาง ๆ แต่หมายไปในทางหนึ่ง เช่น ถ้าพูดถึงเวทนา เวทนานี่เราหมายเอาฝ่ายไม่ีดีคือทุกขเวทนา แต่คำว่าเวทนานี่มันยังเป็นกลาง ๆ อยู่ดี คือยังไม่รู้ว่าเป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา" ท่านสอนในสมัยนั้น ต่อมาเมื่อเป็นนักเทศน์ ไปเทศน์สถานี วปถ. ๒ ธรรมาสถ์กับเจ้าคุณพระเทพมุนี วัดบพิตรพิมุข ซึ่งเวลานี้ท่านมรณภาพไปแล้ว พันเอกเกรียง วิวัฒนาสิน ถามว่า คนที่มีอายุมากจะต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมมาก แต่สงสัยว่าพระพุทธเจ้านี่ ๘๐ พรรษา พระอรหันต์บางองค์ตั้ง ๑๒๐ พรรษาก็มี ใครจะมีคุณธรรมเกินพระพุทธเจ้าไปได้ พันเอกเกรียงถาม ให้เจ้าคุณวัดบพิตรพิมุขตอบ เราเลยนึกได้เมื่อครั้งเรียนตอนเป็นเด็กอาจารย์พระมหาสุงสอนว่า พระพุทธเจ้าเีสียชีพไม่เสียสัตย์ พญามารทูลเชิญให้นิพพานเื่อเป็นพระพุทธเจ้าใหม่ ๆ พระองค์ยังว่าให้บริษัท ๔ คือ ภิิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เจริญแพร่หลายแล้วจึงจะนิพพาน เพราะฉะนั้น พญามารมาเตือนจึงยอมนิพพาน เสียชีพไม่ยอมเสียสัตย์ เนี่ยเรียนมาตั้งแต่ครั้งกระโน้นนะ เอามาใช้ได้จวนจะ ๘๐ ปี การเล่าเรียนศึกษานี่นะมันจะติดใจไปนาน
ผลจากการทุ่มเทกำลังกายกำลังใจของหลวงพ่อทำให้สำนักเรียนวัดดาวดึงษารามเป็นที่รู้จัก มีชื่อเสียงเกียรติคุณแพร่กระจายไปในวงการของการศึกษาคณะสงฆ์ ดังนี้

พ.ศ.๒๕๒๑ มีสามเณรสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค ๒ รูป ในสำนักเรียนเดียวกันเป็นครั้งแรกของการศึกษาคณะสงฆ์ คือ ๑.สามเณรสุรินทร์ คุ้มจั่น (นาวาอากาศโทสุรินทร์ คุ้มจั่น อนุศาสนาจารย์ กองทัพอากาศ) ๒. สามเณรประเชิญ ชื่นรักชาติ (ประกอบอาชีพส่วนตัวที่สหรัฐอเมริกา) และทั้ง ๒ รูป ได้พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ให้อุปสมบทเป็นนาคหลวง ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในปีนั้นนั่นเอง
พ.ศ.๒๕๒๖ ได้รับการยกย่องให้เป็นสำนักเรียนตัวอย่างที่จัดการเรียนการสอนได้ดีเด่นจากกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ
พ.ศ.๒๕๒๘ หลวงพ่อได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนาดีเด่น ด้านการส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมในงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชา
พ.ศ.๒๕๓๐ มีสามเณรสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค ๓ รูปในสำนักเรียนเดียวกันเป็นครั้งแรกของการศึกษาคณะสงฆ์ คือ ๑.สามเณรเสวก มีลาภกิจ (คุณเสวก มีลาภกิจ ประกอบอาชีพส่วนตัว) ๒.สามเณรสุทิน สุขดี(คุณสุทิน สุขดี เจ้าพนักงานการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง) ๓. สามเณรสำเนียง เลื่อมใส (ผศ.ดร.สำเนียง เื่ลื่อมใส อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) และทั้ง ๓ รูป ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ให้อุปสมบทเป็นนาคหลวง ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในปีนั้นนั่นเอง
พ.ศ.๒๕๓๔ มีสามเณรสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค ๒ รูปในสำนักเ รียนเดียวกัน คือ ๑.สามเณรสมบัติ หม้อมีสุข(ดร.สมบัติ มั่งมีสุขสิริ อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒.สามเณรสุทัศน์ นักการเรียน (พระมหาสุทัศน์ ติสฺสรวาที เลขานุการบัณฑิตวิทยาลัย มจร.)

หลวงพ่อภูมิใจกับผลงานที่ท่านได้สร้างมาจาก ๑ สมอง ๒ มือของท่านเป็นอย่างมาก หลวงพ่อเล่าว่า "แล้วเรื่องการศึกษาเล่าเรียนนี่ พอมาตั้งแล้วเจริญ จนถึงกับว่าวัดาวดึงษ์นี่มีประโยค ๙ สอบได้กันไม่น้อยหน้าใคร ประโยค ๙ เป็นเณรได้ก็มากตั้งเยอะแยะ นี่เ็ป็นเพราะผลที่เราทำมา ส่วนการเล่าเรียนศึกษาของวัดดาวดึงษ์นี่ก็ผิดคาด คือ พ.ศ. ๒๕๒๑ มีเณรวัดดาวดึงษ์สอบประโยค ๙ ได้ ๒ รูป สมัยนั้นยังไม่มีในสำนักอื่น แต่ต่อมาสำนักอื่นเขามี พ.ศ. ๒๕๓๐ เณรวัดดาวดึงษ์สอบได้ประโยค ๙ อีก ๓ รูป และเณร ๓ รูปนี้ ได้ประโยค ๑ - ๒ จนถึงประโยค ๙ จากที่วัดดาวดึงษ์นี้ทั้งนั้น ท่านเจ้าคุณพระธรรมวิมลโมลี ต่อมาเป็นเจ้าคุณธรรมวโรดม ในสมัยท่านเป็นแม่กองบาลี ท่านบอกว่า "เณรที่ได้ประโยค ๙ สำนักหนึ่ง ๓ รูป ต่อไปไม่มีอีกแล้ว แม้วัดดาวดึงษ์เองก็มีแค่นี้" เอ้! ต่อมาก็ยังไม่เห็นมีที่ไหนเหมือนกัน พ.ศ. ๒๕๓๔ วัดดาวดึงษ์ก็มีเณรสอบประโยค ๙ ได้อีก ๒ รูป และวัดอื่นที่จะสอบได้เป็นเณร ๙ ประโยค ๓ รูป ก็ยังไม่เห็นมี เพราะฉะนั้นทีเขาพูดต่อไปจะไม่มีอีกแ้้ล้วต้องคอยดูว่าต่อไปจะมีอีกไหมเนี่ยยังสงสัย"
มีผู้ถามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อเห็นประโยชน์อย่างไรจึงส่งเสริมพระเณรวัดดาวดึงษ์ให้ได้เล่าเรียนศึกษาทั้งทางโลกทางธรรม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
หลวงพ่อตอบว่า "คือที่ส่งเสริมเขาก็เพื่อให้เขาเอาตัวรอด ให้เขาเอาตัวรอดไป คือไม่ต้องการว่าได้แล้ว ให้เขาบวชอยู่กระทั่งตาย เอาเขาไว้ใ้ช้ เื่มื่อเขาเอาตัวรอดแล้ว ใครมีทางช่วยเหลือตนเองได้ก็ไป ไม่เสียดาย ไม่เห็นห่วง แต่ขอให้เอาตัวรอดไปได้ก็แล้วกัน ถ้าให้เขาเรียนแต่ทางธรรมก็ต้องการแต่เอาเขาไว้ใ้้้ช้ นี่หลวงพ่อไม่ต้องการเอาไว้ใ้ช้อย่างเดียว ใครจะอยู่ก็อยู่ ใครจะไปก็ไป ให้เขามีทางไป มีทางรอดก็แล้วกัน เราก็พลอยดีใจกับเขาแล้ว เป็นการช่วยเขา"
หลวงพ่อได้ีวิธีการส่งเสริมการศึกษาเล่าเรียนในสำนักวัดดาวดึงษาราม ซึ่งพอจะสรุปได้เป็นหัวข้อหลัก ๆ ได้ดังนี้
๑. มีการต่อแบบเรียนบาลีไวยากรณ์ และควบคุณการสอนอย่างต่อเนื่องภายในสำนัก
๒. ได้จัดตั้งรางวัลแก่นักเรียนที่สอบได้ทุกชั้น
๓. จัดหาอุปกรณ์ทางการศึกษาให้แก่พระภิกษุ - สามเณรและโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์
๔. ให้นิตยภัตรประจำเดือนแก่สามเณรเปรียญและสามเณรนักเรียนทุกรูป
๕. จัดนิตยภัตรถวายแก่อาจารย์ที่ทำการสอน
๖. ส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรที่สำเร็จปริญญาพุทธศาสตร์บัณฑิตและศาสนศาสตร์บัณฑิตไปศึกษาต่อต่างประเทศ
พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นผู้จัดตั้งและเป็นผู้อำนวยการสถานพัฒนาเด็กสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งได้จัดตั้งที่วัดดาวดึงษารามเป็นแห่งแรก ได้เปิดทำการเป็นวันแรกเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสภมหาเถร) เป็นประธานในพิธี ปัจจุบันสถานพัฒนาเด็กสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนวัดดาวดึงษาราม" รับดูแลเด็กอาุยุ ๒ ขวบครึ่งถึง ๖ ขวบ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
(๑) เพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัวที่ผู้ปกครองต้องออกไปทำงานนอกบ้านและขาดผู้ดูแลเด็ก
(๒) เพื่อสร้างพื้นฐานที่ดีสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนในการเรียนรู้กา่รช่วยเหลือตัวเอง การได้รู้ัจักเพื่อนและสิ่งแวดล้อม
(๓) ส่งเสริมให้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีในการรวมหมู่ การเรียนรู้กฎเกณฑ์แบบง่าย ๆ เพื่อให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพต่อสังคมต่อไป
(๔) เพื่อพัฒนาด้านศีลธรรม สติปัญญา ปฎิภาณไหวพริบ พร้อมทั้งความคิดที่ดีงามและสร้างสรรค์ก่อนข้าสู่วัยเรียนตามแบแผนของรัฐในระดับต่อ ๆ ไป
(๕) เพื่อให้เด็กได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์เป็นทรัพยากรที่ดีของชาติต่อไป
(๖) เพื่อให้ผู้ปกครองได้มีโอกาสทำความเข้าใจถึงการเลี้ยงดูเด็กอย่างถูกต้อง และมีส่วนเข้าร่วมในกิจกรรมของศูนย์ฯ เป็นครั้งคราว
(๓) ด้านเผยแผ่

ในวงการคณะสงฆ์เป็นที่ทราบกันดีว่า หลวงพ่อเป็นพระธรรมกถึก ที่มีความเชี่ยวชาญสามารถในการแสดงธรรมได้อย่างเอกอุรูปหนึ่ง ด้วยท่าทางลีลา น้ำเสียง การใช้ถ้อยคำในการแสดงพระธรรมเทศนา ทำให้หลวงพ่อเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เมื่อเอ่ยชื่อว่า "หลวงพ่อวัดดาวดึงษ์" เป็นต้องเข้าใจกันไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากในเรื่องการแสดงธรรม หลวงพ่อได้เล่าว่า
"แต่ว่าหลวงพ่อชอบเทศน์ ตอนเป็นเณรรู้ว่ามีเทศน์และนักเทศน์มีชื่อเช่น สมัยนั้นก็มีเจ้าคุณสรภาณ พระมหาเดช พระมหาน้อย หลวงปู่พระครูโวทานธรรมาจารย์ เวลาท่านเทศน์ คนฟังแน่นเราก็ไปฟัง ฟังแล้วจำเอามาจนได้ อยากเป็นนักเทศน์มาก นึกถึงสมัยเป็นเด็ก มีพระอยู่วัดบันไดช้างไปเทศน์ที่วัดที่บ้าน คนฟังแน่นศาลาเชียว เทศน์ ๓ ธรรมาสน์ เราฟังแล้วไม่เห็นเป็นเรื่องเป็นราวเลย แต่ญาติโยมเขาชอบใจบอกว่า มึงบวชแล้วเทศน์ให้ได้อย่างนี้นะ เรานึกในใจ อ้าวเราบวชไม่เทศน์อย่างนี้หรอก ต้องเทศน์ให้ดีกว่านี้ องค์อื่นว่าอานิสงส์อย่างนั้น องค์นี้ไปอย่างนี้อย่างนั้น หลวงพ่อเริ่มเทศน์ตั้งแต่เป็นเณร เป็นเณรซ้อมเทศน์พระมาลัยกันที่บ้าน คนฟังแน่นเลย ต่อมาก็โยมคนหนึ่งบอกว่า คลองไผ่พระจะมีชื่อเสียงก็เพราะเณรนั่นแหละ อ้าว! ก็จริงอย่างโยมว่า พอเป็นพระแล้ว โยมผู้หญิง ยังเคยคุยว่า เทศน์นี่ ถ้าเทศน์มีชื่อในกรุงเทพ ฯ ได้ก็รวย อ้าวเราก็เกิดมามีชื่อในกรุงเทพฯ ได้"
หลวงพ่อได้ทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างต่อนเื่องมาตลอดชีวิตของท่านและมีผลงานด้านการเผยแผ่ดังนี้
- พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นสมาชิกสภาพระธรรมกถึก
- พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นพระธรรมทูต
- พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นพระธรรมทูตสายพิเศษไปจังหวัดลำพูน ลำปาง เีชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน
- มีประกอบพิธีเนื่องในวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา นำสวดมนต์ไหว้พระ เวียนเทียน มีพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์
- จัดให้มีพระธรรมเทศนา เช้า - เย็น ทุกวันพระ และในระหว่างพรรษาทุกวันพระตอนค่ำ จัดให้มีพระธรรมเทศนาปุจฉาวิสัชชนา ๒ ธรรมาสน์
- มีการปฏิบัติพระกรรมฐานหลังฟังพระธรรมเทศนา และนำแผ่เมตตาหลังปฏิบัติกรรมฐานจบแล้ว
จัดบวชชีพราหมณ์ ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศลในวันสำคัญของชาติ
(๔) ด้านสาธารณูปการ

ในบทความเรื่อง วิถีความคิด ชีวิตหลวงพ่อ ผู้เีขียนบทความนี้ได้ถามหลวงพ่อว่า ทำไมหลวงพ่อจึงเห็นว่าการสร้างคนนั้นมีคุณค่ากว่าการสร้างวัตถุดังที่เคยให้สัมภาษณ์
หลวงพ่อตอบว่า "ก็เห็นว่า เมื่อสร้างคนแล้ว คนจะไปสร้างวัตถุเอง ก็ยังแนะนำเขาในวัดตามต่างจังหวัดให้ส่งพระเณรมาเล่าเรียนเุถอะ เป็นการสร้างคน พอสร้างคนแล้ว เดี๋ยวคนก็ไปสร้างวัดให้เองแหละ"
เมื่อหลวงพ่อเป็นเจ้าอาวาสวัดดาวดึงษารามแล้ว ท่านได้บูรณปฏิัสังขรณ์ถาวรวัตถุภายในวัดสืบมาตามลำดับ เช่น บูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ์ให้งามสง่าดังปัจจุบัน สร้างกุฎิสงฆ์ โรงเรียนพระปริยัติธรรม และเท่าที่สืบค้นได้นั้น ท่านได้สร้างถาวรวัตถุเป็นจำนวน ๑๖ - ๑๗ ล้านบาท แยกย่อยได้ดังนี้
พ.ศ. ๒๕๒๘ สร้างหอประชุมก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น
พ.ศ. ๒๕๒๙ สร้างกำแพงด้านหลังศาลาการเปรียญ
พ.ศ. ๒๕๓๐ ปรับพื้นที่เทคอนกรีตเสริมเหล็กบริเวณวัด และสร้างกุฎิก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น
พ.ศ. ๒๕๓๑ สร้างกุฎิ ๒ ชั้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนเป็นไม้
พ.ศ. ๒๕๓๕ สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดดาวดึงษาราม (นวลแข ชินะประภา)
พ.ศ. ๒๕๓๗ สร้างกุฎิสงฆ์ก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น
พ.ศ. ๒๕๔๔ สร้างหอสวดมนต์ก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น โดยมอบให้พระครูพิศาลวุฒิธรรม (เวก อกฺกวํโส) เป็นประธานในการจัดหาทุนสำหรับสร้าง
(๕) ด้านงานพิเศษ

หลวงพ่อได้ทำกิจกระพุทธศาสนาในด้านต่างประเทศหลายครั้ง ท่านได้เล่าว่า การเดินทางไปต่างประเทศของท่านเป็นความมหัศจรรย์ประการหนึ่งในชีวิตของท่าน เช่น ประเทศอินเดีย ท่านเดินทางไปเพื่อนัสการสังเวชียสถานถึง ๙ ครั้ง ท่านได้กล่าวว่า
" อีกเรื่องหนึ่ง คือการเดินทางไปต่างประเทศ ก็อัศจรรย์อยู่ หวงพ่อไม่นึกว่าจะไปได้ตั้ง ๒๙ ประเทศ ตัวหลวงพ่อนี่ก็เป็นคนบ้านนอกและก็ไม่ใช่นักศึกษาอะไร ก็ไม่รู้ภาษาอะไร แต่ว่าทำไมถึงได้ไปตั้ง ๒๙ ประเทศ ตั้งแต่หนุ่มยันแก่ บางประเทศเดินทางไปตั้ง ๒ - ๓ รอบ ไปแล้วก็มีผู้อุปถ้มภ์ด้วย ไปแล้วไม่ขาดแคลนด้วย ที่ไปได้เ่ช่นนั้น หลวงพ่อมานึกได้ว่าเป็นเพราะบุญ บุญที่หลวงพ่อไปได้เศียรพระเก่ามากจากเจดีย์เก่าของวัดจุตุรมิตร เขารื้อทำกำแพงโบสถ์ใหม่ เศียรพระในเจดีย์เก่าซึ่งมีอยู่ ๒ - ๓ เศียร หลวงพ่อเอามา ๒ เศียรด้วยกัน แล้วก็หล่อ ๒ องค์ องค์หนึ่งเป็นพระนั่งปางมารวิชัย อีกองค์หนึ่งเป็นพระปางห้ามญาติ เป็นพระสูงใหญ่สูง แล้วเป็นพระประจำวันเกิดของหลวงพ่อด้วย ที่ได้ไปประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ ก็นึกว่า อ้อ ! เพราะบุญที่เราได้สร้างได้ซ่อมพระพุทธรูป ได้เศียรพระต่อองค์ท่าน เนี่ยหลวงพ่อนึกว่าเป็นอย่างนี้จึงได้ไป"
ท่านได้เิดินทางไปเพื่อกิจพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ ดังนี้
พ.ศ. ๒๕๐๑ ติดตามพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิิริมหาเถร) วัดพระเชตุพนฯ ไปดูกิจพระศาสนา รวม ๑๖ ประเทศ
พ.ศ. ๒๕๐๙ ไปผูกพัทธสีมาวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย
พ.ศ. ๒๕๑๑ ไปผูกพัทธสีมาวัดเชตวัน ประเทศมาเลเซีย
พ.ศ ๒๕๑๔ ติดตามสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) วันพระเชตุพนฯ ไปประเทศกัมพูชา เนื่องในงานถวายพระเพลิงสมเด็จพระสังฆราชประเทศกัมพูชา
พ.ศ. ๒๕๒๕ ติดตามสมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณกมหาเถร) วัดจรรกวรรดิราชาวาส ไปผูกพัทธสีมาวัไทยลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา วัดไทยพุทธประทีป ลอนดอน สหราชอาณาจักร และไปดูกิจการพระพุทธศาสนาในประเทศอินเีดีย
พ.ศ. ๒๕๓๗ เดินทางไปเป็นประธานวางศิลาฤกษ์สร้างวัดไทยกุสินารา ประเทศอินเดีย
สมณศักดิ์

หลวงพ่อได้รับภารธุระในพระพุทธศาสนา ปฏิบัติภารกิจเพื่อพระพุทธศาสนาเป็นเอนกประการ ทำให้ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นลำดับมา หลวงพ่อได้เล่าว่า "ต่อมาเืมื่อหลวงพ่อบวชพระแล้ว ก็ได้เป็นฐานา (ฐานานุกรม) ของหลวงปู่พระโครโวทานธรรมาจารย์ คือ เป็นพระใบฏีกา แล้วเป็นพระสมุห์อยู่ในระยะหนึ่ง
ต่อมาท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นลำดับต่างๆ ดังนี้
พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นตรี ที่ พระครูโสภณธรรมาจารย์
พ.ศ. ๒๕๑๑ เลื่อนเป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นโทในราชทินนามเิดิม
พ.ศ. ๒๕๑๕ เลื่อนเป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอกในราชทินนามเดิม
พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระโสภณธรรมาจารย์
หลวงพ่อได้เล่าว่า เมื่อหลวงพ่อบวชได้ ๒ พรรษา สมเด็จพระัสังฆราชวัดสุทัศน์ ท่านรับพัดยศแ้ล้ว แต่ยังไม่รับสุพรรณบัฏในสมัยนั้น ท่านก็ไปรับสุพรรณบัฏ สมัยนั้นไม่้ต้องนิมนต์พระชยันโตหรอก พระไปชยันโตเอง เรามีพวกอยู่วัดสุทัศน์ก็ไปชยันโตกับเขา พระเต็มโบสถ์ชยันโต พอสมเด็จพระสังฆราชท่านรับสุพรรณบัฏแล้ว ท่านมาบูชาพระในพระอุโบสถ ท่านจะออกไป ท่านชรา เผอิญท่านมาท้าวบ่าเราพอดี เราก็พนมดีใจ ท่านท้ายบ่าเราอยู่ตั้งหลายนาที แล้วท่านจึงไป พระในที่นั้นเฮโลกันว่า "เฮ้ยพระวัดไหน องค์นี้จะได้เป็นเจ้าคุณ" พระสังฆราชท้าวบ่า เรานึกในใจว่าจะได้เป็นอะไร เพราะเราไม่ได้เรียนหนังสือหนังหาเท่าไหร่ แล้วพระอย่างเราหรือจะได้เป็น แล้วพวกยังบอกต่อว่า "วันนี้เป็นวันมงคลของท่าน" แล้วท่านท้าวบ่าเราคนเดียว ไม่ได้ท้าวใคร เอ ! ก็อัศจรรย์ ต่อมาเราก็อีโล้โ้ท้เล้ กลับมาเป็นเจ้าคุณจนได้ เื่รื่องบุญเก่านี้ หลวงพ่อเชื่อในสิ่งที่เราเคยทำมันสะท้อย้อนมาถึงตัว
พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ "พระราชปริยัติวิธาน"
พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ "พระเทพปริยัติวิธาน"
กิจวัตรและปฏิปทา
บุคคลใกล้ชิดหลวงพ่อย่อมจะทราบดีว่า หลวงพ่อมีกิจวัตร มีปฏิปทา มีวัตรปฏิบัติอย่างไรในที่นี้จะกล่าวถึงกิจวัตรประจำวันของหลวงพ่อ ดังนี้
เช้ามืด หลวงพ่อจะตื่นจากจำวัด ประมาณ ๕ นาฬิกา ถ้าเป็นช่วงเข้าพรรษา หลวงพ่อจะตื่นมาครองผ้า แล้วนำพระนวกะทำวัตรสวดมนต์ ในเวลา ๔ นาฬิกา
ประมาณ ๗ นาฬิกา ฉันอาหารเช้า โดยอาหารเช้าจะเป็นข้าวต้มที่มีญาติโยมนำมาถวายเป็นประจำ
เวลา ๘ นาฬิกา ทำวัตรเช้า หลังจากนั้น หากไม่มีกิจนิมนต์ที่ไหน หลวงพ่อจะเดินดูการเรียนการสอนในวัด ภาพที่เห็นจนชินตา คือ หลวงพ่อเอาจีวรพาดไหล่ มือไขว้หลัง เดินดูไปตามห้องเรียนชั้นต่าง ๆ
เวลา ๑๗ นาฬิกา ทำวัตรเย็น หลังจากนั้น หลวงพ่อจะเรียนสามเณรผู้ที่ยังต้องท่องแบบมาต่อแบบกับท่าน ซึ่งภาพการต่อแบบของสามเณรกับหลวงพ่อเป็นภาพที่หลายคนจำได้ติดตา
เวลาประมาณ ๒๒ นาฬิกา หลวงพ่อจะสวดมนต์ไหว้พระ จากนั้นก็จำวัด บทสวดก่อนกราบพระของหลวงพ่อที่ท่านสอนก็คือ พุทฺธปูชา มหาเตชวนฺโต ธมฺมปูชา มหาปญฺโญ สงฺฆปูชา มหาเตชวาโห
ปฏิปทาที่จัดว่าเป็นปฏิปทาที่โดดเด่นของหลวงพ่อ คือ
- ด้านเมตตา
- ด้านกตัญญูกตเวที
- ด้านสงคมสงเคราะห์
ด้านเมตตาธรรม

การที่หลวงพ่อตั้งสำนักเรียนวัดดาวดึงษาราม รับเด็กและสามเณรอายุระหว่าง ๑๒ - ๑๖ ปีมาเล่าเรียน จัดหาอุปกรณ์เครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่างให้กับพระภิกษุ - สามเณร โดยที่พระภิกษุ - สามเณรวัดดาวดึงษารามทุกรูป ไม่ต้องขวนขวายอะไรในการเลี้ยงชีพ นอกจากตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเดียว การที่หลวงพ่อทำเช่นนี้ได้และทำมาตลอดชีวิตสมณะของท่าน นับได้ว่า ท่านมีเมตตากรุณาอย่างยากที่จะหาใครมาเปรียบได้
สุภาษิตไทยที่ว่า "เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม" ซึ่งหมายถึง เอาลูกคนอื่นมาเลี้ยงดูเป็นภาระรับผิดชอบ และหวังตอบแทนแน่นอนไม่ได้นั้น แต่หวงพ่อไม่ได้คำนึงถึงสุภาษิตบทนี้ ท่านรับพระภิกษุสามเณรรุ่นแล้วรุ่นเล่ามาปกครองดูแล ให้การศึกษาเล่าเรียน เมื่อเรียนจบใครจะอยู่ ใครจะไป หลวงพ่อไม่เคยห้าม หลวงพ่อไม่เคยเหนี่ยวรั้งใครให้อยู่รับใช้ท่าน เมื่อไปได้ดีมีหน้าที่การงาน มีหน้ามีตาในสังคมท่านก็พลอยดีใจด้วย อาจารย์ประเชิญ ชื่นรักชาติ ลูกศิษย์คนหนึ่งได้กล่าวว่า "หลวงพ่อเปรียบตัวเองเหมือนกับต้นไม้ใหญ่ ที่ฝูงนกฝูงกาต่างมาอาศัยร่มเงาเพื่ออยู่อาศัยหลบภัย ในขณะที่พวกมันอาศัยอยู่นั้น ต่างก็กินก็อยู่ ฉี่รดอึรดต้นไม้นั้น พอถึงคราวอยากจะไปก็พากันบินหนีไปโดยไม่คิดห่วงใยต้นไม้นั้นเลย ต้นไม้นั้นก็ไม่เคยแสดงความน้อยใจหรือไม่พอใจอะไรออกมา"
ปฏิปทาของหลวงพ่อที่ได้กระทำมา จึงจัดได้ว่าเป็นปฏิปทาที่ควรค่าแก่การถือเป็นแบบอย่าง
หลวงพ่อมีเมตตาธรรมเป็นอัปปมัญญา คือแผ่กระจายไปทั่ว มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มิใช่ว่าท่านจะทำเป็นชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ท่านทำมาตลอดสม่ำเสมอ ศิษย์ของหลวงพ่อคนหนึ่งคือ อาจารย์เสน่ห์ นุชนารถ เล่าให้ฟังว่า "หลวงพ่อเมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดพิกุลทองแล้ว ที่วัดบางแวกซึ่งท่านเคยจำพรรษาอยู่แต่เดิมนั้น ท่านยังมีกุฏิอยู่ เื่มื่อท่านกลับไปวัดบางแวก ท่านจะเลี้ยงพระเลี้ยงเณรเหมือนกับว่าท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดบางแวกเสียเอง ไปเทศน์ได้กัณเทศน์มาท่านก็เอาไปเลี้ยงพระเลี้ยงเณรตลอด
ด้านกตัญญูกตเวที
พระครูโวทานธรรมาจารย์ หรือที่หลวงพ่อจะเรียกท่านว่า "ท่านเก่า" นั้น หลวงพ่อจะให้ความเคารพนับถือ กตัญญูกตเวทีต่อท่านเป็นอย่างยิ่ง หลวงพ่อได้เล่าว่า
"อีกอย่างหนึ่ง เรื่องความกตัญญูเนี่ย หลวงพ่อกับหลวงปู่พระครูโวทานธรรมาจารย์นี่ ไม่ใช่ตัวโปรดปรานหรกนะ ไปไหนดุกันเรื่อยเลย แต่เราไม่ถือ เราเข้าหน้าท่านเรื่อย ไปไหนท่านดุเราก็เข้าชิดท่าน เราไม่ืถือท่าน ถึงคราวท่านเจ็บไข้ เราก็ปฏิบัติท่านเต็มที่ ถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ต้องปฏิับัิติท่านให้เต็มที่ ผลกตัญญูกตเวทีนี่ ผลสุดท้ายพอเรามีลูกศิษย์ลูกหาภายหลัง ลูกศิษย์ลูกหาก็เป็นคนมีกตัญญูกตเวทีต่อเราเหมือนกัน ทำอะไรผลมันสะ้ท้อน"
เมื่อถึงวันคล้ายวันมรณภาพของหลวงปู่พระครูโวทานธรรมาจารย์ ในปลายเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ หลวงพ่อจะจัดพิธีทำบุญเรียกว่า ทำบุญอุทิศอดีตเจ้าอาวาส โดยหลวงพ่อกล่าวเสมอว่า ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับอดีตเจ้าอาวาส โดยมีหลวงปู่พระครูโวทานธรรมาจารย์เป็นต้น
ด้านสงคมสงเคราะห์
น้องสาวของหลวงพ่อ คือ นางพร้อม ตรีวาส ได้เล่าว่า " หลวงพี่ไม่ได้ส่งเสริมศาสนาอย่างเดียว ท่านส่งเสริมเยาวชนด้วย ส่งเสียพี่น้องลูกหลานและคนที่รู้จักมักคุ้นให้เป็นนายร้อย นายพันก็หลายคน ทำราชการอีกหลายคน เป็นพยาบาลก็มี ไม่ใช่แต่ลูกหลานเท่านั้น คนอื่นที่รู้จักมาขอค่าเทอมให้ลูกหลาน ท่านก็ให้ เมื่อท่านบวชพรรษาแรก ท่านได้ทำศพให้พ่อมีงาน ๓ วัน ๓ คืน พออยู่มาไม่กี่ปี หลวงปู่เพิ่มป่วยเป็นอัมพาต ท่านพาหลวงปู่มารักษาที่วัดดาวดึงษ์ พอหลวงปู่มรณภาพลง ท่านก็ทำศพให้ แม้แต่คนอื่นตายท่านก็ยังเผาให้ เมื่อแม่ตายอยู่บ้านช้าง หมู่ ๕ ท่านซื้อลูกหีบทองเอาไปใส่ศพแม่ ศพแม่เอาไว้ที่บ้านประมาณ ๑๐๐ วัน ถึงวันพระใหญ่ทุกวันพระ ท่านจะนิมนต์พระไปสวด เมื่อจะเผาแม่ ท่านได้นำศพแม่มาทำศพที่วัดดาวดึงษ์ นิมนต์สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฺฐายีมหาเถร) มาเป็นประธานในการจุดไฟ ลูกหลานหรือลูกคณะศิษย์แต่งงานไปกราบท่าน ท่านก็ให้ของขวัญทุกคน ลูกหลานรับปริญญาไปกราบท่าน ท่านก็ให้ของขวัญทุกคน ใครเจ็บไข้ไม่มีเงินรักษา ท่านก็ให้เงินไปหาหมอ"
ใครก็ตามที่รู้จักคุ้นเคยกับหลวงพ่อ หรือมีอุปการคุณต่อวัด ต่อหลวงพ่อ เจ็บไข้ได้ป่วยหรือเสียชีวิต หลวงพ่อจะ้ต้องช่วยเหลืออนุเคราะห์ทุกคนตามเห็นสมควร

วาระสุดท้ายแห่งชีวิต
วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖ หลวงพ่อได้เดินทางไปวัดนาคสโมสร เพื่อเป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับลูกชายของลูกศิษย์คนหนึ่ง เมื่อกลับถึงวัดท่านก็ยังพูดคุยตามปรกติ ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด แต่ว่าในช่วงนั้นท่านเป็นไข้และได้ไปหาหมอรับยามาฉันที่วัด
ในคืนวันที่ ๘ ต่อวันที่ ๙ กรกฎาคม หลังจากหลวงพ่อได้พูดคุยปรึกษาหารือกับพระมหาสุชาติ ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสท่านก็เข้าจำวัดตามปรกติ
รุ่งเช้าวันที่ ๙ กรกฎาคม หลวงพ่อมีงานที่จะต้องเป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับกุลบุตรซึ่งจะบวชในเทศกาลเข้าพรรษา ตามปรกติหลวงพ่อจะตื่นจากจำวัดและลงมาด้านล่างประมาณ ๗ นาฬิกาเศษ ๆ เพื่อฉันภัตตาหารเช้า แต่วันนั้น ๘ นาฬิกาใกล้จะบวชนาคแล้ว หลวพ่อก็ยังไม่ลงมาจากกุฏิด้านบน ได้มีพระเณรและลูกศิษย์ได้เคาะประตูเรียกท่าน ท่านก็ไม่เปิดประตู โทรศัพท์เข้าไปหาท่าน ท่านก็ไม่รับโทรศัพท์ สุดท้ายจึงได้พังหน้าต่างเข้าไป พลันก็ได้เห็นหลวงพ่อนอนในท่าที่ทุกคนผู้ใกล้ชิดเห็นประจำ คือ นอนตะแคงขวา และทั้งหมดก็ได้รู้แล้วว่า "หลวงพ่อได้ละทิ้งสังขารไปแล้ว" แพทย์ได้ลงความเห็นว่า ท่านได้มรณภาพด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ในเวลาประมาณเที่ยงคืนเศษ
หลวงพ่อได้จากไปด้วยอาการอันสงบ โดยไม่ได้ทำให้ใครต้องคอยมาปรนนิบัติรับใช้ท่าน โดยที่ท่านไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานแต่ประการใด คุณความดีที่หลวงพ่อได้สะสมมาชั่วชีวิตของท่าน จะต้องนำไปสู่ภพภูิมิที่ดี เสวยผลแห่งกรรมดีได้โดยไม่ต้องสงสัย
|